ความเหลื่อมล้ำระหว่างบริษัทแบบดั้งเดิมกับบริษัทดิจิตอล (Corporate Digital Divide): ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19


ารเปลี่ยนแปลงตัวแบบปฏิบัติการ (operating - model transformation) ด้วยความรวดเร็วอันน่าตื่นเต้น เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (COVID-19) กำลังเพิ่มความท้าทายให้กับบริษัทแบบดั้งเดิม (traditional firms) และพนักงานจำนวนมากที่ต้องพึ่งพารายได้จากการทำงาน สถานที่ทำงานหลายแห่งออกคำสั่งให้พนักงานทำงานที่บ้าน (work from home) มหาวิทยาลัยเปลี่ยนไปสอนทางออไลน์อย่างเต็มที่ ร้านอาหารบริการจัดส่งและสั่งอาหารออนไลน์และโรงงานผลิตรถยนต์ปิดตัวลง[1] บริษัทที่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างเป็นดิจิตอลจะเปลี่ยนผ่านไปได้อย่างราบรื่น ส่วนบริษัทแบบดั้งเดิมยังต้องดิ้นรนอย่างหนัก ความเหลื่อมล้ำทางดิจิตอล (digital divide) ของบริษัทดังกล่าวจะทำให้ความแตกแยกในสังคมของเราร้าวลึกมากขึ้น[2]
          หลายบริษัทรับมือกับวิกฤติการเงินที่คล้ายกับการถดถอยทางเศรษฐกิจเมื่อปี 2008 หรือวิกฤติฟองสบู่หุ้นเทคโนโลยี (Dot-Com bust) ช่วงต้นปี 2000 บางบริษัทรอดมาได้จากสงครามและการโจมตีของผู้ก่อการร้ายรวมทั้งการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่สร้างความแปลกใจและวิกฤติสาธารณสุขครั้งก่อน เศรษฐกิจที่มั่นคงและพัฒนาแล้วไม่เคยเผชิญผลสะเทือนแบบนี้มาก่อน ทั้งนี้ ไวรัส COVID-19 เผยให้เห็นการแบ่งแยกทางกายภาพ - ดิจิตอล (physical-digital divide) และผลกระทบที่มีต่อธรรมชาติของการทำงานซึ่งไม่มีอะไรมาเทียบเคียงได้
          เราอาจสืบสาวสิ่งที่เกิดขึ้นไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงองค์การหรือธุรกิจครั้งใหญ่ โดยใช้เทคโนโลยีดิจิตอลเป็นเครื่องมือ (digital transformation) ที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ แม้แต่บริษัทที่เพิ่มแกนดิจิตอลขององค์การบนพื้นฐานด้านซอฟต์แวร์ ข้อมูลและเครือข่ายดิจิตอลมาเป็นระยะเวลานานก็ยังจำเป็นต้องมีโครงสร้างการปฏิบัติการใหม่ บริษัทผู้ให้บริการทางการเงินเช่น Ant Financial[3] ไปจนถึง Facebook บริษัทดิจิตอลแบบใหม่เพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันโดย 1) ผลิตมากขึ้นในราคาต้นทุนต่อหน่วยต่ำกว่า 2) ผลิตได้หลากหลายมากขึ้น และ 3) ปรับปรุงการทำงานและนวัตกรรม
          กระบวนทัศน์ (paradigm) ดิจิตอลเกี่ยวกับขนาด (scale) ขอบเขต (scope) และการเรียนรู้ (learning) แบบดิจิตอลดังกล่าวยากที่จะปรับใช้ในองค์การที่จัดตั้งมานาน (difficult for even established organizations to adopt) การแพร่ระบาดของไวรัสเพิ่มความท้าทายและความสำคัญให้กับมิติที่สี่ของรูปแบบการปฏิบัติการแบบดิจิตอลคือ การทำงานแบบเสมือนจริง (virtual work) แทนที่จะแปลงความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทและลูกค้าให้เป็นดิจิตอลเพียงอย่างเดียว ตัวแบบเสมือนจริงแปลงความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทและพนักงานให้เป็นดิจิตอลด้วย ส่งผลให้สำนักงานมีความสำคัญน้อยลง การทำงานที่บ้านนอกจากเป็นไปได้ ยังเป็นที่ชื่นชอบมากกว่า
          ความจำเป็นในการทำงานแบบเสมือนจริง เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 เป็นแรงขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงไปสู่ดิจิตอล สร้างความแตกต่างตลอดทั่วผู้คนและบริษัทในอัตราที่น่าเหลือเชื่อ ภายในเวลานับเป็นวัน กระบวนการแปลงเป็นดิจิตอลถูกทำให้เสมือนจริงได้อย่างรวดเร็ว ลองนึกถึงการประชุมทางไกลผ่าน วิดิโอ เวชกรรมทางไกล (telemedicine)[4] การวินิจฉัยและการรักษาระยะไกล (remote diagnosis and treatment) เรากำลังเห็นการแปลงเป็นดิจิตอลของบริษัทแบบดั้งเดิม ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange) ปิดห้องค้าหลักทรัพย์และย้ายไปซื้อขายทางอิเล็กทรอนิกส์
          ธุรกิจและกระบวนการภายในบางอย่างจำเป็นต้องปิดตัว นึกถึงธุรกิจโรงแรม ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ (Big-box store) ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ ร้านขายของชำและร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม นอกจากนั้น ไม่ใช่ธุรกิจทุกอย่างที่ปฏิบัติการแบบดิจิตอลจะสามารถแปลงการทำงานไปสู่สภาพเสมือนจริงได้ แม้จะมีซอฟท์แวร์และพื้นฐานการปฏิบัติการแบบใช้ข้อมูลเป็นศูนย์กลางก็ตาม Uber[5] กับ Lyft[6] ใช้ประโยชน์จากชุมชนขนาดใหญ่ทำงานแบบดั้งเดิมเพื่อเติมเต็มความจำเป็นในการปฏิบัติการ เช่นเดียวกับบริษัท Amazon จ้างพนักงานนับหมื่นคนให้ทำงานในคลังสินค้าและขับรถขนส่งสินค้า
          เดิมพันในการเปลี่ยนแปลงไปสู่ดิจิตอลสูงขึ้นมากอย่างน่าทึ่ง ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปฏิบัติการเป็นดิจิตอลของบริษัทมิได้เป็นแค่สูตรสำหรับประสิทธิภาพที่สูงขึ้น แต่ยังเป็นพื้นฐานสำหรับการจ้างงานและสาธารณสุข ความเหลื่อมล้ำแบบใหม่ในสังคมที่เกิดจากความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงข่าวสาร (Digital Divide) ทำให้รอยแตกทางสังคมร้าวลึก
บริษัทที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงในเวลาชั่วข้ามคืนจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังและเผยให้เห็นความเสี่ยงด้านการเงินและความลำบากทางกายภาพของพนักงาน ความเหลื่อมล้ำดังกล่าวไม่เพียงเกิดขึ้นตลอดทั่วทั้งองค์การ แต่ยังเป็นแรงผลักดันให้เกิดรอยร้าว ซึ่งโต้เถียงกันได้ ที่ Amazon หนึ่งในบริษัทดิจิตอลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก คนงานในคลังสินค้าเริ่มการประท้วง
          ความแหลื่อมล้ำทางดิจิตอลได้ขยายตัวอย่างแน่นอน ธุรกิจที่สามารถแปลงการทำงานเป็นแบบเสมือนจริงได้อย่างง่ายดาย เช่น การศึกษาและซอฟท์แวร์จะยังคงปฏิบัติการต่อไป ส่วนธุรกิจบางประเภทต้องปิดตัวลงและเลิกจ้างพนักงาน เมื่อ 26 มีนาคม 2020 กระทรวงแรงงานสหรัฐฯรายงานว่าชาวอเมริกัน 3.3 ล้านคนได้ยื่นขอใช้สิทธิสำหรับผู้ว่างงานในรอบสัปดาห์จำนวนสูงสุดเป็นประวัติการณ์[7]
          ช่วงเวลาที่เปราะบางเช่นนี้ เราต้องยอมรับว่าบริษัทแบบดิจิตอลไม่สามารถดำเนินการทางเศรษฐกิจได้โดยลำพัง วิกฤตไวรัส COVID-19 กำลังทำให้เรามีมุมมองที่น่าสะพรึงกลัวในระยะประชิดกับความเหลื่อมล้ำทางดิจิตอลซึ่งดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แล้วบริษัทธุรกิจทั้งหลายจะสามารถทำงานร่วมกับรัฐบาล เพื่อช่วยให้เราพ้นจากวิกฤติในอนาคตได้หรือไม่? สำหรับไทย....อยากให้ผู้อ่านลองช่วยกันคิดต่อ..




[1] Automakers to Close Factories in North America By Neal E. Boudette The New York Times March 18, 2020 Available at: https://www.nytimes.com/2020/03/18/business/economy/gm-ford-fiatchrysler-factories-virus.html
[2] Coronavirus Is Widening the Corporate Digital Divide by Marco Iansiti and Greg Richards Harvard Business Review March 26, 2020 Available at: https://hbr.org/2020/03/coronavirus-is-widening-the-corporate-digital-divide
[3] ผู้ให้บริการทางการเงินรายใหญ่ของจีน เจ้าของ Alipay ซึ่งถือหุ้นใหญ่โดย Alibaba กำลังจะเปลี่ยนจากการให้บริการจ่ายเงินและบริการทางการเงินระดับผู้บริโภคมาเป็นการให้บริการเทคโนโลยีกับสถาบันการเงินแทน Ant Financial เป็นสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารและไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐในจีน จึงไม่ได้รับอนุญาตให้เติบโตอย่างอิสระให้มีขนาดใหญ่จนควบคุมยาก ซึ่ง Ant Financial ถูกรวมเป็นบริษัทที่มีส่วนสำคัญต่อระบบการเงินขนาดใหญ่และมีความเสี่ยงสูงของจีน ทำให้หน่วยงานที่ดูแลต้องจำกัดการเติบโตของบริษัทในกลุ่มนี้ไม่ให้เป็นปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจของจีน สืบค้นที่ https://brandinside.asia/ant-financial-will-shift-business-beyond-consumer-finance-to-technology/
[4] คือ ระบบการแพทย์ทางไกล ที่ใช้เทคโนโลยีการสื่อสารช่วยอำนวยความสะดวกในการติดต่อสื่อสารผ่านระบบวิดิโอคอนเฟอร์เนซ์ ที่สามารถส่งข้อมูลภาพและเสียงระหว่างคนไข้กับแพทย์ หรือระหว่างแพทย์จากโรงพยาบาลชุมชนและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางของอีกโรงพยาบาลหนึ่ง เพื่อตรวจวินิจฉัยอาการได้อย่างรวดเร็ว
[5] บริษัทเครือข่ายคมนาคมมีสำนักงานใหญ่ในซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ ซึ่งดำเนินการในนครหลายประเทศ บริษัทใช้โปรแกรมประยุกต์สมาร์ตโฟนเพื่อรับคำขอโดยสารแล้วส่งคำขอโดยสารเหล่านั้นไปยังคนขับของตน ลูกค้าใช้แอพเพื่อขอโดยสารและติดตามตำแหน่งของพาหนะที่สงวนไว้ จนถึงวันที่ 16 ธันวาคม 2557 มีบริการใน 53 ประเทศและกว่า 200 นครทั่วโลก สืบค้นที่: https://th.wikipedia.org/wiki/อูเบอร์
[6] บริษัทที่ให้บริการเรียกรถ Taxi ที่ใหญ่เป็นอันดับสอง รองจาก Uber ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญที่ครองตลาดด้านการบริการเรียกรถ Taxi สำหรับ Lyft เป็นบริษัทที่ดำเนินงธุรกิจอย่างโดดเด่น สามารถฉีกแนวการทำธุรกิจด้าน Taxi แบบเดิม Lyft กับ Uber ต่างกันเพียงแค่ 2 ประเด็นหลัก 1) Uber ให้บริการที่ครอบคลุมกว่า 60 ประเทศ แต่ Lyft จะให้บริการแค่ในสหรัฐฯเท่านั้น 2) Uber ไม่ได้ให้บริการขนส่งคนเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้บริการเรียกรถเพื่อส่งอาหารและส่งของอีกด้วย ขณะที่ Lyft จะให้บริการขนส่งคนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
[7] A record 3.3 million Americans filed for unemployment benefits as the coronavirus slams By Heather Long and Alyssa Fowers The Washington Post March 26, 2020 at 8:54 p.m. GMT+7 Available at:  https://www.washingtonpost.com/business/2020/03/26/unemployment-claims-coronavirus-3-million/
Author Image

About Kim
Kim is a retired civil servant, specializing in intelligence analysis. He loves productivity hacks, minimalist workflows and CSI series.

No comments

Powered by Blogger.