กลยุทธ์แลกหมัด (Tit-for-Tat) ในเกม Prisoner's Dilemma
ที่มาภาพ : https://www.eiu.com/n/global-themes/blog/industry-ripples-blog/
ดูเหมือนว่าสหรัฐฯและอิหร่านกำลังถอยกลับไปสู่การทำสงครามอีกครั้ง ทั้งสองฝ่ายติดอยู่ในวงจรการสู้รบแบบแลกหมัด (Tit-for-Tat)[1] ด้วยกลยุทธ์ข่มขู่แล้วยกเลิก หยุดการโจมตีแล้วกลับมาเริ่มใหม่ ขณะที่การเจรจาผ่านช่องทางการทูตเพื่อไกล่เกลี่ยสันติภาพมีโอกาสเป็นไปได้น้อย
อิหร่านต้องการอะไรจากสงครามครั้งนี้? และทฤษฎีแห่งชัยชนะเป็นอย่างไร? รายงานและบทวิเคราะห์ของ The Economist (ในซีรีส์ What does Iran want? และบทความในเดือนสิงหาคม 2026)[2] สรุปว่าสิ่งที่อิหร่านต้องการในสถานการณ์ความขัดแย้งและเกมการเจรจากับสหรัฐฯคือ[3]
1) ความอยู่รอดของระบอบ (Regime Survival) รากฐานของผู้นำอิหร่านคือ “การต่อต้าน (Resistance)” การยอมจำนนต่อแรงกดดันทางทหารหรือการเมืองเป็นสิ่งที่ระบอบยอมรับได้ยาก ผู้นำอิหร่านมองว่าสันติภาพที่ปราศจากเงื่อนไขที่สมศักดิ์ศรีอาจเป็นอันตรายต่อความมั่นคงภายใน
2) การชดใช้ค่าเสียหายและยุติการโจมตี อิหร่านยื่นเงื่อนไขหลักในการยุติสงครามรวมทั้งเรียกร้องค่าปฏิกรรมสงคราม (war reparations) และการหยุดโจมตีจากสหรัฐฯ - อิสราเอลในทุกแนวรบ
3) วิกฤตเศรษฐกิจโลกเป็นเครื่องมือต่อรอง อิหร่านใช้สงครามเศรษฐกิจและการปิดกั้นเส้นทางเดินเรือ เช่น การขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซสร้างแรงกดดันตลาดพลังงานและเศรษฐกิจโลก เพื่อบีบให้สหรัฐฯเปลี่ยนพฤติกรรมและยอมรับเงื่อนไขของตน และ
4) การผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรแลกกับโครงการนิวเคลียร์ อิหร่านต้องการยกเลิกการคว่ำบาตร ขณะที่ชาติตะวันตกต้องการให้อิหร่านลดระดับการเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียม ซึ่งจุดยืนของทั้งสองฝ่ายยังคงห่างกันมาก
การล่มสลายของบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างสหรัฐฯและอิหร่าน (ลงนามเมื่อ 17 มิถุนายน 2026) คุกคามการเติบโตของการค้าโลกในระยะสั้น ผลกระทบต่อเนื่องจากราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นและการหยุดชะงักเป็นวงกว้าง การเข้าถึงปัจจัยการผลิตหลักลดลง เช่น สารเคมีและปุ๋ย เบี้ยประกันภัยเพิ่มและระยะเวลาการขนส่งที่ยาวนานกดดันอัตราค่าขนส่งทางทะเลในระดับภูมิภาคและโลกสูงขึ้น
Economist Intelligence Unit (EIU)[4] ประเมินว่าการหยุดชะงักของการค้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับพลังงานจะยังคงมีจำกัด ยกเว้นสินค้าที่มาจากตะวันออกกลางโดยตรง การคาดการณ์การค้าโลกตลอดช่วงสงครามไม่ได้คำนึงถึงปัญหาความติดขัดในห่วงโซ่อุปทานที่เกิดขึ้นซ้ำรอยเหมือนปี 2020 - 2022 ทั้งนี้ การล็อกดาวน์จากการระบาดใหญ่และการขาดแคลนเรือบรรทุกสินค้าทำให้ค่าขนส่งทางทะเลสูงขึ้นและก่อให้เกิดความล่าช้าในการขนส่ง
การค้าในภูมิภาคและการไหลเวียนของพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ คงจะยังไม่กลับสู่ระดับก่อนสงครามอย่างรวดเร็ว การกลับคืนสู่ภาวะปกติอาจใช้เวลาหลายเดือน EIU ปรับมุมมองเกี่ยวกับภาวะชะงักงันที่ยืดเยื้อระหว่างสหรัฐฯและอิหร่าน ยังคงมีความเสี่ยงสูงที่ความตึงเครียดในภูมิภาคจะปะทุขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากความไม่ไว้วางใจระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
คาดว่าแรงกดดันราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ปุ๋ยและการขนส่งทั่วโลกจะส่งผลกระทบรุนแรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อเอเชียซึ่งได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งไม่สมมาตรและตั้งอยู่ใจกลางของภูมิทัศน์การค้าโลก
พัฒนาการล่าสุดไม่ได้ท้าทายการคาดการณ์การค้าโลก ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่ดีตลอดช่วงความขัดแย้งและได้รับการสนับสนุนหลักจากการพัฒนา AI อย่างต่อเนื่องทั่วโลก ความต้องการเทคโนโลยีทั่วโลกยังคงร้อนแรงมาก คาดว่าความต้องการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงและส่วนประกอบเฉพาะขั้นกลางของสหรัฐฯที่ไม่สามารถจัดหาได้ภายในประเทศจะยังคงแข็งแกร่งตลอดปี 2026
ตำแหน่งศูนย์กลางของเอเชียในกระแสการค้าเทคโนโลยีระดับโลก ทำให้ภูมิภาคนี้ได้ประโยชน์จากปัจจัยดังกล่าวก่อนใคร ความไม่สมมาตรของความเฟื่องฟูของ AI ไม่ได้กระตุ้นการส่งออกจากภาคส่วนที่ไม่ใช่เทคโนโลยีอย่างเท่าเทียมกัน ทำให้ทั้งการค้าของเอเชียและการค้าโลกต้องพึ่งพาปัจจัยขับเคลื่อนความต้องการเพียงอย่างเดียว ซึ่งแคบลงเรื่อย ๆ
ความผันผวนทางภูมิศาสตร์การเมืองและวิกฤตพลังงานกำลังเปลี่ยนแปลงเครือข่ายการค้าโลก ศูนย์ข้อมูลเชิงลึกใหม่ของ EIU ติดตามว่าห่วงโซ่อุปทานที่มีอยู่เผชิญกับความเปราะบางที่ไม่คาดคิดอย่างไร ในขณะที่เส้นทางการค้าใหม่และข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์เกิดขึ้นในทุกภาคส่วน[5]
ล่าสุด NBC รายงานโดยอ้างการประเมินของสหรัฐฯและยุโรปว่า จุดมุ่งหมายหลักของอิหร่านเปลี่ยนแปลงจากการพัฒนาโครงการอาวุธนิวเคลียร์ไปเป็นการควบคุมจุดยุทธศาสตร์ทางทะเลในภูมิภาคและการรักษาความอยู่รอดทางการเมืองภายในประเทศผ่านการเผชิญหน้าที่ยืดเยื้อโดยเปลี่ยนแปลงลำดับความสำคัญเชิงกลยุทธ์
หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯระบุว่า อิหร่านให้ความสำคัญกับการต่อรองอำนาจในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซมากกว่าความสำเร็จในการพัฒนานิวเคลียร์ทันที ระบอบอิหร่านใช้ความขัดแย้งต่างประเทศที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจภายในประเทศจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการปราบปรามประชาชน ส่วนเจ้าหน้าที่ยุโรปรายงานว่าอิหร่านมองว่าความยืดเยื้อในเจรจากับสหรัฐฯเป็นประโยชน์มากกว่าการประนีประนอม[6]
ความร่วมมือของอิสราเอลกับกลุ่มลอบบีอิสราเอลเป็นภาระของสหรัฐฯ เมื่อ 4 สิงหาคม 2026 John Mearsheimer ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยชิคาโกได้ไปออกรายการ “Judging Freedom”[7] ของ Andrew Napolitano อดีตผู้พิพากษาศาลสูงรัฐนิวเจอร์ซีย์และนักวิเคราะห์ทางกฎหมายชื่อดังโดยตอบคำถามของอดีตผู้พิพากษาว่าอิสราเอลเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯหรือไม่ John Mearsheimer ชี้แจงว่า
อิสราเอลและกลุ่มล็อบบี 1) เป็นภาระทางยุทธศาสตร์ เนื่องจากมีบทบาทสำคัญในการก่อให้เกิดเหตุการณ์ 9/11 สงครามอิรักปี 2003 และสงครามอิหร่านปี 2026 2) เป็นภาระทางศีลธรรม เนื่องจากอิสราเอลได้ก่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซาและสังหารหมู่ในเขตเวสต์แบงก์ โดยได้รับความช่วยเหลือจากกลุ่มล็อบบีที่ดึงสหรัฐฯเข้ามาเกี่ยวข้องในภัยพิบัติเหล่านั้น และ 3) เป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อเสรีภาพในการพูดในสหรัฐฯ ในปัจจุบัน
รายการ “Judging Freedom” เมื่อ 28 กรกฎาคม 2026 John Mearsheimer พูดคุยกับอดีตผู้พิพากษา Napolitano เกี่ยวกับสงครามหลายมิติในอิหร่าน ทั้งสองพูดคุยกันถึงไพ่ใบที่อ่อนแอของนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูในการประชุมกับประธานาธิบดีทรัมป์รวมถึงแรงจูงใจประธานาธิบดีทรัมป์ในการยุติสงครามนี้โดยเร็วที่สุด
John Mearsheimer เน้นย้ำถึงความยากลำบากที่ทรัมป์จะได้รับจากอิหร่านในการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับใหม่และเงื่อนไขต่าง ๆ ก็จะเป็นผลเสียต่อสหรัฐฯ มากกว่าเงื่อนไขของ MOU เมื่อ 17 มิถุนายน 2026 ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ละทิ้งไปอย่างโง่เขลา
ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ใช้ประโยชน์จากการหยุดพักการโจมตีครั้งแรกใน 8 เมษายน 2026 หากทรัมป์ยุติสงครามในเวลานั้น เขาคงได้ข้อตกลงที่ดีกว่านี้ เมื่อเทียบกับข้อตกลงใน 17 มิถุนายน 2026 ข้อเท็จจริงก็คือ อำนาจต่อรองของอิหร่านเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป นอกจากนี้ อิหร่านยังมั่นใจมากขึ้นว่าทรัมป์ไม่น่าไว้วางใจในเรื่องการรักษาสัญญา กล่าวโดยสรุปสหรัฐฯจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยุติสงคราม แต่การทำเช่นนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย[8]
ก่อนหน้านี้เมื่อ 27 กรกฎาคม 2569 John Mearsheimer ได้ให้สัมภาษณ์แบบตัวต่อตัวกับเพียร์ส มอร์แกน โดยเน้นประเด็นสงครามที่สหรัฐฯกำลังพ่ายแพ้อิหร่าน การสัมภาษณ์ตามมาด้วยการอภิปรายเป็นคณะโดยผู้เชี่ยวชาญสามคน ได้แก่ พลเอกเวสลีย์ คลาร์ก (เกษียณ) พลจัตวา มาร์ค คิมมิตต์ (เกษียณ) และโรเบิร์ต เปป ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยชิคาโก (John Mearsheimer ไม่ได้อยู่ในคณะผู้เชี่ยวชาญดังกล่าว)
เพียร์สเห็นพ้องกับ John Mearsheimer ว่าสหรัฐฯไม่มีกลยุทธ์ใดที่จะนำมาใช้เพื่อเอาชนะสงคราม อิหร่านได้รับชัยชนะแล้วและถึงเวลาที่จะยุติสงครามและประหลาดใจเกี่ยวกับนายพลทั้งสองในคณะผู้เชี่ยวชาญคือ พวกเขายังต้องการอยู่ในสงครามต่อไป (ทั้งสองคนต่างสนับสนุนสงครามอิหร่านมาตั้งแต่ต้น) แต่ก็ไม่มีกลยุทธ์ใดที่จะเอาชนะสงครามนั้นอย่างแท้จริง เห็นได้จากคำพูดที่คลุมเครือ ในเมื่อไม่มีทฤษฎีแห่งชัยชนะ ทำไมจึงต้องต่อสู้ต่อไป เพราะสงครามที่ยืดเยื้อจะก่อให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก?[9]
ขณะที่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านทวีความรุนแรง รัฐบาลทรัมป์ได้พยายามเพิ่มเดิมพันด้วยการประกาศข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับใหม่กับซาอุดีอาระเบีย คู่ปรับเก่าแก่ของอิหร่าน ศักยภาพที่ซาอุดีอาระเบียจะเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในอนาคตอันใกล้นี้ ก่อให้เกิดความกังวลว่าพันธมิตรอื่น ๆ ของสหรัฐฯ จะเรียกร้องเงื่อนไขเดียวกันหรือไม่ รัสเซียและจีนจะส่งพันธมิตรของตนเองมาแข่งขันด้วยหรือไม่หรือว่าจะจุดชนวนการแข่งขันด้านอำนาจนิวเคลียร์ในภูมิภาค
[1] กลยุทธ์หรือแนวทางการตอบโต้การกระทำของอีกฝ่ายโดยมีหลักการง่าย ๆ คือ ดีมาดีตอบ ร้ายมาร้ายไป ในเกม Prisoner's Dilemma แบบซ้ำ (iterated) กลยุทธ์ tit-for-tat มักใช้เพื่อรักษาความร่วมมือ โดยเริ่มต้นด้วยความร่วมมือ แล้วตอบสนองในรอบต่อไปตามพฤติกรรมของอีกฝ่ายเป็นกลยุทธ์ตอบสนองที่ใช้ได้ทั้งในเชิงบวกและลบ เพื่อสร้างสมดุลในความสัมพันธ์หรือการแข่งขัน
[2] ดูการอภิปรายทางช่อง Youtube ในหัวข้อ What America and Iran want from negotiations | The Economist Available at: https://www.youtube.com/watch?v=nqhurWYS1FY
[3] เดวิด เรนนี บรรณาธิการด้านภูมิรัฐศาสตร์ของ The Economist และผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านอีกสองคน (ซานัม วาคิล ผู้อำนวยการโครงการตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ สถาบันแชทแธมเฮาส์และเซอร์ไซมอน แกสส์อดีตเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำอิหร่าน) ได้ตรวจสอบความคิดภายในกรุงเตหะราน พวกเขาตั้งคำถามว่าผู้นำประเทศมีความแข็งกร้าวมากขึ้นกว่าเดิมหรือไม่ อภิปรายถึงแรงจูงใจที่อาจนำพาอิหร่านมาสู่การเจรจาและพิจารณาว่า สำหรับระบอบการปกครองที่หยั่งรากอยู่ในการต่อต้านมองว่าสันติภาพคือสิ่งอันตรายที่สุด ไม่ใช่สงคราม https://www.economist.com/insider/inside-geopolitics/what-does-iran-want
[4] เป็นหน่วยงานภายใต้ The Economist Group (กลุ่มบริษัทเดียวกับนิตยสาร The Economist ของประเทศอังกฤษ) ทำหน้าที่วิเคราะห์ พยากรณ์และประเมินแนวโน้มทางเศรษฐกิจ การเมืองและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เป็นที่รู้จักกันดีจากการจัดทำดัชนีสำคัญระดับโลก เช่น ดัชนีประชาธิปไตย (Democracy Index) และดัชนีค่าครองชีพโลก (Worldwide Cost of Living)
[5] Uncertainties over the Iran war continue to loom over the global trade outlook Global insights and market intelligence Economist Enterprise EIU Available at: https://www.eiu.com/n/global-themes/blog/industry-ripples-blog/Wed, 12th Aug 2026 https://www.eiu.com/n/global-themes/blog/industry-ripples-blog/
[6] U.S. assesses Iran’s priority shifted from nuclear weapons to Strait of Hormuz NBC NEWS Aug. 11, 2026, Updated Aug. 11, 2026, 8:36 AM GMT+7 By Courtney Kube, Mosheh Gains, Dan De Luce and Gordon Lubold Available at: https://www.nbcnews.com/politics/national-security/us-assesses-irans-priority-shifted-nuclear-weapons-strait-hormuz-rcna591715
[7] รายการยูทูปและพอดแคสต์ที่ดำเนินรายการโดย Andrew Napolitano อดีตผู้พิพากษาศาลสูงรัฐนิวเจอร์ซีย์และนักวิเคราะห์ทางกฎหมายชื่อดัง รายการนี้เน้นวิเคราะห์กฎหมาย การเมือง นโยบายต่างประเทศและเสรีภาพพลเมืองอย่างตรงไปตรงมา
[8] The Disaster that Keeps on Giving John J. Mearsheimer Jul 29, 2026 Available at: https://mail.google.com/mail/u/0/?tab=rm&ogbl#all/FMfcgzQhVhWDmXMMzvlzhGVlbZDHSMQf
[9] Seeing Eye to Eye with Piers on Iran John J. Mearsheimer Jul 31, 2026 Available at: https://mearsheimer.substack.com/p/seeing-eye-to-eye-with-piers-on-iran?utm_source=post-email-title&publication_id=1753552&post_id=209148063&utm_campaign=email-post-title&isFreemail=true&r=hv100&triedRedirect=true&utm_medium=email

Leave a Comment